รมว.กลาโหมสหรัฐฯ เยือนเวียดนาม กระชับสัมพันธ์ร่วมมือต้านอิทธิพลจีน

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พยายามผลักดันเพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับเวียดนาม ขณะที่ต่างฝ่ายกำลังจับตาความเคลื่อนไหวของพญามังกรในทะเลจีนใต้อย่างไม่วางใจ ยันไม่ต้องการเผชิญหน้ากับปักกิ่ง แต่คาดหวังความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์และมั่นคง ซึ่งรวมถึงการสื่อสารเพื่อคลี่คลายวิกฤตกับกองทัพประชาชนจีน

เวียดนามกลายเป็นประเทศที่ต่อต้านการอ้างสิทธิของจีนเหนือทะเลจีนใต้อย่างชัดเจนที่สุด อีกทั้งยังได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์จากอเมริกา ซึ่งรวมถึงเรือตรวจการณ์หน่วยยามฝั่ง

ก่อนพบกับรัฐมนตรีกลาโหมเวียดนามในกรุงฮานอยวันพฤหัสฯ (29) ลอยด์ ออสติน นายใหญ่เพนตากอน กล่าวว่า อเมริกาไม่ได้ขอให้เวียดนามเลือกระหว่างประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่หนึ่งในเป้าหมายหลักคือทำให้แน่ใจว่า พันธมิตรและหุ้นส่วนมีเสรีภาพในการกำหนดอนาคตของตนเอง

วันพุธ (28) เรือรบของกองทัพเรืออเมริกาแล่นผ่านช่องแคบไต้หวัน ซึ่งแม้เป็นปฏิบัติการปกติแต่มักทำให้ปักกิ่งเดือดดาล

ก่อนหน้ามาเวียดนาม ออสตินได้ไปแสดงปาฐกถาที่สิงคโปร์เมื่อวันอังคาร (27) โดยเขากล่าวถึงพฤติกรรมของจีนที่อเมริกาเห็นว่าเป็นการบ่อนทำลายเสถียรภาพ ตั้งแต่ประเด็นไต้หวันไปจนถึงทะเลจีนใต้ แต่ย้ำว่า อเมริกาไม่ต้องการเผชิญหน้ากับจีน แต่คาดหวังความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์และมั่นคง ซึ่งรวมถึงการสื่อสารเพื่อคลี่คลายวิกฤตกับกองทัพประชาชนจีน

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการเยือนจีนของเวนดี เชอร์แมน รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศของสหรัฐฯ เมื่อต้นสัปดาห์ ปักกิ่งได้กล่าวหาว่า วอชิงตันสร้างจีนให้กลายเป็น “ศัตรูในจินตนาการ” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ รวมทั้งเป็นการตีกรอบกีดกันจีน

เกร็ก โพลิง จากศูนย์เพื่อยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศศึกษา หน่วยงานคลังสมองซึ่งตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน แสดงความเห็นว่า เวียดนามนั้นอยากรู้ว่า อเมริกาจะยังคงมีปฏิสัมพันธ์ด้านการทหารในภูมิภาคต่อไปหรือไม่ และจะยังคงอยู่ในทะเลจีนใต้ต่อไปหรือไม่

ในการเยือนของออสตินครั้งนี้ ทั้งสองชาติลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับหนึ่ง เพื่อให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเทกซัสเทค สร้างฐานข้อมูลที่จะช่วยให้เวียดนามค้นหาทหารที่สูญหายระหว่างสงคราม

นอกจากนั้น เมื่อวันอาทิตย์ (25) อเมริกายังจัดส่งวัคซีนของโมเดอร์นา 3 ล้านโดสให้เวียดนามผ่านโครงการโคแว็กซ์ ทำให้จำนวนวัคซีนที่สหรัฐฯ จัดส่งมาให้รวมทั้งสิ้นเป็น 5 ล้านโดส

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ว่า เวียดนามยังคงกังวลเรื่องที่เมื่อปี 2017 อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนตัวจากข้อตกลงการค้าภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ซึ่งเวียดนามร่วมเป็นภาคีอยู่ด้วย

ในทางกลับกัน แม้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางทหารมานานกว่า 4 ทศวรรษหลังจบสงครามเวียดนามในปี 1975 ทว่า คณะบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน มองว่า ยังมีข้อจำกัดในความสัมพันธ์ จนกว่าฮานอยจะปรับปรุงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศตน

กระนั้นก็ตาม ระหว่างที่ออสตินเข้าพบหารือกับประธานาธิบดีเหวียน ซวน ฟุกของเวียดนาม เมื่อเช้าวันพฤหัสฯ ฟุกบอกว่า เฝ้ารอการเดินทางเยือนของรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กมลา แฮร์ริส ซึ่งแหล่งข่าววงในเผยว่า จะเดินทางไปยังเวียดนามและสิงคโปร์ในเดือนหน้า

ทั้งนี้ ไบเดนที่ก่อนหน้านี้ระบุว่า จีนเป็นบททดสอบทางภูมิรัฐศาสตร์สำคัญที่สุดในศตวรรษนี้นั้น ต้องการปรับความสัมพันธ์กับเอเชียและสร้างพันธมิตรเพื่อเผชิญหน้ากับจีน หลังจากยุคแห่งความวุ่นวายและไม่สามารถคาดเดาได้ในคณะบริหารของทรัมป์

หลังเยือนสิงคโปร์และเวียดนาม ออสตินจะเดินทางต่อไปยังฟิลิปปินส์เพื่อย้ำว่า อเมริกาคือ กองกำลังเพื่อเสถียรภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นสมรภูมิสำคัญในการแย่งชิงอิทธิพลระหว่างอเมริกากับจีน และสองประเทศกำลังแข่งกันบริจาควัคซีน ขณะที่ภูมิภาคนี้เผชิญการระบาดรุนแรงที่สุดของโควิด-19

ออสตินประกาศว่า อเมริกากำลังเร่งจัดส่งวัคซีนเพื่อรักษาชีวิตผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและข้อผูกมัด

ด้านจีนส่งวัคซีนที่ผลิตในท้องถิ่นช่วยเหลือเพื่อนบ้านในเอเชียอาคเนย์เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ในช่วงที่โรคระบาดใหญ่โควิด-19 ยังระบาดหนัก ประเทศทั้งสองต่างก็ใช้นโยบาย “การทูตวัคซีน” มาแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน